หน้าแรก arrow การจัดการความรู้ arrow สิ่งแวดล้อม arrow อากาศ arrow วิศวกรรมดาวเคราะห์" อภิมหาโครงการต้าน"โลกร้อน
Home    Contacts
รายการหลัก
หน้าแรก
เกี่ยวกับสำนักงาน
กลุ่มงาน/ฝ่ายในสำนักงาน
ข้อมูลสิ่งแวดล้อม
สื่อเผยแพร่
การจัดการความรู้
ศูนย์บริการประชาชน
ศูนย์บริการสารสนเทศ
ศูนย์เตือนภัยมลพิษทางน้ำ
ดาวน์โหลด
คลินิกสิ่งแวดล้อม
เว็บไซต์สำคัญ
กระดานสนทนา
ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์
Link กระทรวง
รัฐมนตรีว่าการและคณะ
หน่วยงานในกระทรวง
บริการในกระทรวง
ระบบอินทราเน็ต
ค้นหามติคณะรัฐมนตรี
KM สป.ทส.
KM Webboard
เข้าสู่ระบบ





ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้เป็นสมาชิก? สมัครสมาชิก
วิศวกรรมดาวเคราะห์" อภิมหาโครงการต้าน"โลกร้อน PDF พิมพ์ อีเมล์
อังคาร, 21 เมษายน 2009
ดัชนี บทความ
วิศวกรรมดาวเคราะห์" อภิมหาโครงการต้าน"โลกร้อน
หน้า 2
เพื่อให้เข้าใจถึงระบบ "วิศวกรรมดาวเคราะห์-Geoengineering" ให้ลึกซึ้ง
ผศ.ดร.ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ หัวหน้าห้องปฏิบัติการสภาพแวดล้อมอัจฉริยะและวิศวกรรมเลียนแบบธรรมชาติศูนย์นาโนเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายให้ข้อมูลเพิ่มเติม ว่า

Geoengineering นั้นหากมนุษย์คิดทำกันจริงๆ จะกลายเป็นอภิมหาโปรเจ็กต์เปลี่ยนฟ้า-แปลงโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่กระทำโดยสิ่งมีชีวิตนับตั้งแต่มีโลกใบนี้

โดยเป็นศาสตร์ที่นำเอาสารพัดเทคโนโลยี อาทิ ฟิสิกส์ โยธา วิศวกรรมอวกาศ ธรณีวิทยา เคมี นาโนเทคโนโลยี พันธุวิศวกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ ฯลฯ เข้ามา "ปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของดาวเคราะห์" มีจุดมุ่งหมายทำให้ดาวเคราะห์มีสภาพเหมาะต่อการอาศัยของสิ่งมีชีวิต

 

แนวคิดนี้ถือกำเนิดขึ้นเพราะมนุษย์มีความใฝ่ฝันจะไปตั้งรกรากบน "ดาวอังคาร" ซึ่งต้องใช้ความรู้หลายสาขาเพื่อทำให้ดาวแดงมีสภาวะเหมาะกับการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต

เช่น สร้างพื้นผิวดาวเคราะห์ขึ้นมาใหม่ สร้างทะเลสาบ ปรับเปลี่ยนบรรยากาศ ปรับอุณหภูมิของดาวเคราะห์ รวมทั้งสร้างนิเวศของสิ่งมีชีวิตขึ้นมา ที่ผ่านมา สำนักงานอวกาศสหรัฐ (นาซ่า) ได้ทำการวิจัยลับๆ เกี่ยวกับ "วิศวกรรมดาวเคราะห์" เพื่อสร้างโลกใหม่บนดาวอังคาร ฟังๆ ดูแล้วเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ แต่กำลังเกิดขึ้นจริง และมีการทดสอบเทคโนโลยีนี้หลายชนิดบนโลกมนุษย์เรานี่เอง!

แนวคิดกว้างๆ ของโครงการ "วิศวกรรมดาวเคราะห์" ก็คือ ลดความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่ผ่านเข้ามาพื้นโลก และลดก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ

ผศ.ดร.ธีรเกียรติ์ ระบุว่า ถ้าจะลองจินตนาการถึงความยิ่งใหญ่ของโครงการ ให้ลองวาดภาพทะเลทรายที่มีแต่ทรายจะถูกเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้สามารถปลูกพืชได้ โดยการใช้พืชดัดแปลงพันธุกรรม

นอกจากนี้ จะมีการปล่อยอนุภาคเหล็กลงไปในทะเลครั้งใหญ่ เพื่อช่วยให้พวกสาหร่ายและแพลงตอนสามารถเจริญเติบโตดีขึ้น และดูดกลืนคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดียิ่งขึ้น

ตามด้วยการปล่อยสารเคมีช่วยรักษาชั้นโอโซน

ปล่อยอนุภาคที่สะท้อนแสงอาทิตย์ในชั้นบรรยากาศเพื่อลดแสงแดดที่ตกกระทบโลก

การอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ "เชื้อเพลิงฟอสซิล" กลับลงไปใต้พื้นพิภพ หรือพื้นทะเล

ไปจนถึงการสร้างแผงเซลล์สุริยะ หรือ กระจกบานใหญ่ขนาดเป็นร้อยกิโลเมตรและส่งเข้าไปใน "วงโคจรโลก" เพื่อลดแสงอาทิตย์ส่องเข้ามายังผิวโลก

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยกับ "วิศวกรรมดาวเคราะห์" เตือนว่า ขณะนี้เรายังไม่มีความรู้ดีพอเกี่ยวกับความซับซ้อนและปฏิสัมพันธ์กันระหว่างระบบต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่อย่างดาวเคราะห์ แต่ฝ่ายผู้สนับสนุนแย้งว่าการอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรก็รังแต่รอวันสิ้นโลกเท่านั้น..

สู้เสี่ยงทำอะไรแบบ "มีสติ" น่าจะดีกว่า

สำหรับวิธียิงซัลเฟอร์ขึ้นไปสะท้อนแสงอาทิตย์ที่นำเสนอโดยศาสตราจารย์พอล ครูตเซน นักเคมีรางวัลโนเบลค.ศ.1995 ผศ.ดร.ธีรเกียรติ์ บอกว่า

จริงๆ แล้วครูตเซนเป็นคนค้นพบว่า มลพิษที่ปล่อยออกมาจากอุตสาหกรรมทั้งหลายได้ขึ้นไปทำลายชั้นโอโซน แต่ภายหลังท่านกลับเสนอให้ปล่อยก๊าซ "ซัลเฟอร์ไดออกไซด์" ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นมลพิษดังกล่าวเข้าไปในบรรยากาศชั้นสตาร์โตสเฟียร์ เพื่อให้ก๊าซช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์กลับออกไป ทำให้โลกเย็นลง

การกระทำเช่นนี้เป็นการเลียนแบบเหตุ "ภูเขาไฟระเบิด" นั่นเอง

เพราะทุกครั้งที่มีการระเบิดของภูเขาไฟจะมีการปล่อยกลุ่มควัน เถ้าถ่าน และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ขึ้นสู่บรรยากาศชั้นบน ทำให้พื้นผิวโลกที่อยู่ใต้บริเวณนั้นเย็นลง

ดังเช่น การระเบิดของภูเขาไฟ "ปินาทูโบ" ในประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปีค.ศ.1991 (พ.ศ.2534) ได้ปลดปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ออกมาถึง 20 ล้านตัน มีผลให้อุณหภูมิของโลกลดลงถึง 0.5 องศาเซลเซียส

ศ.ครูตเซนได้เสนอวิธีที่มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์โดยการปล่อย "บอลลูนบรรจุก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์" ขึ้นไปปล่อยในชั้นบรรยากาศ หรืออาจบรรจุในถังแล้วยิงขึ้นไปด้วยปืนใหญ่ให้ไปแตกระเบิดออกในชั้นบรรยากาศ

ต่อมา แนวความคิดอันสุดโต่งและล้ำลึกของศ.ครูตเซน ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากพยายามทำวิจัยหาข้อมูลเพิ่มเพื่อหักล้างแนวคิดนี้ แต่เจ้าตัวยืนยันว่า หากโลกเราไม่มีความสามารถในการหยุดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ให้เร็วที่สุด

นี่ก็อาจจะเป็นทางออกเดียวที่พอทำได้ในการหยุดโลกร้อน!?!

 

ที่มา : ข่าวสดรายวัน ปีที่ 19 ฉบับที่ 6711

 

 



 

Add comment


Security code
Refresh

< ก่อนหน้า
Web Development & Design