|
แป้ง มาจากภาษาอังกฤษ “Talc” หรือ “Talcum powder” ซึ่ง Talc จัดเป็นแร่ชนิดหนึ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มีลักษณะเป็นผลึกแผ่นหนารูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน และรูปหกเหลี่ยม บางครั้งมีลักษณะแผ่เป็นรูปรัศมี มีรอยแยกแนวเรียบสมบูรณ์ ลักษณะที่เป็นแผ่นบางๆ จะโค้งงอได้ สามารถใช้มีดตัดเป็นชิ้นได้ มีความวาวแบบมุกและน้ำมันฉาบ มีสีเขียวแอปเปิ้ล สีเทา สีขาว หรือสีเงิน Talc จะเกิดจากการผุสลายแปรสภาพของแมกนีเซียมซิลิเกต ซึ่งพบในหินอัคนีและหินแปร
Talc มีสูตรทางเคมี คือ Mg3Si4O10(OH)2 (Magnesium Silicate Hydroxide) มีคุณสมบัติหลอมตัวยาก ทนไฟและกรด ต้านทานต่อการนำไฟฟ้า ช่วยในการผสมผสานและดูดซับความชื้น ทำให้พื้นผิวที่มันเคลือบอยู่แห้ง เนียนลื่น ไม่ดูดติดกัน ทำให้นำมาใช้ในวงการอุตสาหกรรม เช่น การทำสี สารหล่อลื่น เซรามิค กระเบื้องมุงหลังคา แผงควบคุมสวิทซ์ไฟฟ้า สารปราบแมลงศัตรูพืช นอกจากนี้ยังนำมาใช้ในการทำเครื่องสำอาง เช่น บลัชออน อายชาโดว์ และแป้ง โดยจะเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการทำแป้งฝุ่นเกือบทุกชนิด รวมทั้งแป้งเด็กด้วย เนื่องจากเป็นแร่ที่มีอนุภาคขนาดเล็ก มีคุณสมบัติดูดซับและป้องกันความชื้นได้ดี เมื่อลูบไล้จึงสามารถลื่นไถลไปบนผิวได้อย่างนุ่มนวล ให้ความรู้สึกเรียบ แห้ง สะอาด การที่ Talc มีสีขาวและโปร่งแสง ทำให้กลมกลืนไปกับผิว โดยจะเอามาบดจนละเอียด และผสมวิตามิน น้ำหอม และสารอื่นๆลงไป ทำให้ได้แป้งฝุ่นโรยตัวที่มีกลิ่นหอม
Talc นอกจากมีประโยชน์สำหรับมนุษย์แล้ว ก็มีโทษสำหรับมนุษย์ด้วยเช่นกัน กรณีสัมผัสทางผิวหนัง หรือสูดดมเข้าไป จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังและระบบทางเดินหายใจ ส่วนบน มีอาการคันคอ และเนื่องจาก Talc ถูกรายงานว่าเป็น หรือมีส่วนประกอบเป็นสารที่อาจจะก่อมะเร็ง ถ้าสูดดมเป็นระยะเวลานานอาจก่อให้เกิดมะเร็ง และจากการศึกษา พบว่า Talc มีอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ ดังนี้
1. อันตรายต่อปอด การที่เราสูดดมผงแป้งที่ลอยอยู่ในอากาศเข้าไปในทางเดินหายใจทีละน้อยเป็นระยะเวลานาน มันจะเข้าไปสะสมอยู่ในปอด โดยที่เซลล์บุผิวปอดจะจับแป้งไว้เป็นก้อน เรียกว่า pneumoconiosis ทำให้มีปัญหาในการหายใจ นอกจากนี้การที่ Talc มีส่วนประกอบของSilica การสูดดม Silica ในรูปที่เป็นผลึกติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เกิดโรคปอด ทำให้การทำงานของปอดผิดปกติอันเนื่องมาจากการเกิดพังผืดและปุ่มเนื้อในปอด ทำให้มีอาการไอแห้งๆ หายใจถี่ ถุงลมโป่งพอง ทรวงอกขยายตัวได้น้อยลง และเพิ่มความไวต่อการเป็นวัณโรค ในระยะสุดท้ายจะสูญเสียความอยากอาหาร และหมดสมรรถนภาพการทำงาน และถ้าทารกสูดเอาแป้ง เข้าไปครั้งละมากๆ อาจทำให้ปอดอักเสบและตายจากสาเหตุดังกล่าว
2. อันตรายต่อรังไข่ จากการศึกษาวิจัย พบว่า การใช้แป้งบริเวณอวัยวะเพศ จะส่งผลกระทบต่อมนุษย์เรา โดยมีอัตราเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ มากถึง 2 เท่า และมีรายงานสนับสนุนพบว่า คนไข้ที่เป็นมะเร็งระยะที่ 3 ของรังไข่แบบ papillary serous จะมีแป้งอยู่ในต่อมน้ำเหลืองที่อุ้งเชิงกราน จึงสรุปได้ว่า การใช้แป้งบริเวณอวัยวะเพศ จะทำให้เกิดมะเร็งของรังไข่แบบเซลล์บุพื้นผิว (Epithelial cancer)โดยเชื่อว่า แป้งที่หลงเข้าไปในร่างกาย จะผ่านไปยังช่องคลอด มดลูก ท่อนำไข่และเข้าสู่ช่องท้อง ไม่สามารถย่อยสลายได้ในคน เนื่องจาก Talc เป็นสารอนินทรีย์ ทำให้เกิดการสะสม และกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ซึ่งขณะนี้บางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ได้มีการเปลี่ยนจาก Talc มาเป็นแป้งข้าวโพด ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ที่สามารถย่อยสลายได้ในคนแทน โดยคาดว่าน่าจะปลอดภัยกว่า แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเกี่ยวข้องระหว่างการใช้แป้งข้าวโพดกับการเกิดมะเร็งรังไข่
นอกจากนี้เมื่อมีการศึกษาในหนูทดลอง พบว่า ถ้าหนูทดลองสูดดมสาร Talc เข้าไปภายในระยะเวลา 1-2 ปี จะก่อให้เกิดเนื้องอกของปอด ทรวงอก และระบบทางเดินหายใจ
จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้สรุปได้ว่า การใช้แป้งทาหน้า ทาตัว หรือที่ต่างๆ ในร่างกายสามารถที่จะกระทำได้ แต่ต้องใช้ในปริมาณที่น้อยๆ และต้องระวังอย่าให้ฟุ้งในอากาศ เพราะจะทำให้ปนเปื้อนเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และไม่ควรใช้ใช้แป้งกับอวัยวะเพศ เนื่องจากเหตุผลดังที่ได้กล่าวมา
|
Comments
1.Talcum ที่ใช้ในการทำเค รื่องสำอางค์ สามารถนำมาเป็นส ารหล่อลื่นในการ ผลิตอาหารเสริมไ ด้หรือไม่คะ
2.จากข้อ 1 ถ้าทำได้ ทานแล้วจะเกิดกา รสะสมหรือไม่คะ
3.จากข้อ 1 ถ้าไม่ได้ แล้วมี Talcum ชนิดไหนที่สามาร ถนำมาใช้ในการผล ิตอาหารเสริมโดย ไม่ก่อให้เกิดอั นตรายได้บ้างคะ
ขอบคุณค่ะ Quote