หน้าแรก arrow การจัดการความรู้ arrow สิ่งแวดล้อม arrow การตรวจวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม arrow ข้อควรปฏิบัติและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจากสารเคมี
Home    Contacts
รายการหลัก
หน้าแรก
เกี่ยวกับสำนักงาน
กลุ่มงาน/ฝ่ายในสำนักงาน
ข้อมูลสิ่งแวดล้อม
สื่อเผยแพร่
การจัดการความรู้
ศูนย์บริการประชาชน
ศูนย์บริการสารสนเทศ
ศูนย์เตือนภัยมลพิษทางน้ำ
ดาวน์โหลด
คลินิกสิ่งแวดล้อม
เว็บไซต์สำคัญ
กระดานสนทนา
ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์
Link กระทรวง
รัฐมนตรีว่าการและคณะ
หน่วยงานในกระทรวง
บริการในกระทรวง
ระบบอินทราเน็ต
ค้นหามติคณะรัฐมนตรี
KM สป.ทส.
KM Webboard
เข้าสู่ระบบ





ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้เป็นสมาชิก? สมัครสมาชิก
ข้อควรปฏิบัติและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจากสารเคมี PDF พิมพ์ อีเมล์
ศุกร์, 15 มกราคม 2010

การการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจากสารเคมี ควรมีการดำเนินการดังนี้

1. สารเคมีหกรั่วไหลพื้น
1.1 สารเคมีทั่วไป
- ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องให้กันออกจากบริเวณที่มีสารเคมีรั่วไหล
- แจ้งให้ผู้รับผิดชอบห้องปฏิบัติการทราบทันที
- บ่งชี้ชนิดของสารเคมีที่หกรั่วไหล และหาข้อมูลเพิ่มเติม โดยศึกษาข้อควรปฏิบัติ และอันตรายจากข้อมูล MSDS
- ทำความสะอาดบริเวณที่สารหกโดยด่วน เก็บกวาดให้หมดทันทีอย่าทิ้งเอาไว้ ถ้าสารเป็นอันตรายมากหรือเกินกำลังความสามารถให้รีบอพยพผู้คนออกจากบริเวณนั้นโดยเร็วที่สุด และแจ้งผู้รับผิดชอบทันที
- ผู้ทำความสะอาดต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับระดับความเป็นอันตรายของสาร อย่างน้อยที่สุดควรจะมีถุงมือยาวหนา ๆ และเครื่องป้องกันระบบทางเดินหายใจสำหรับสารที่ให้ไอพิษจะต้องสวมหน้ากากปิดตา-จมูก และปาก
- ถ้ามีการใช้น้ำล้าง ระวังการรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำ (ขึ้นกับชนิดของสาร)
1.2 สารเคมีที่เป็นของเหลว
1.2.1 ของเหลวไวไฟ
เมื่อหกลงพื้นจะเป็นการกระจายพื้นที่ผิวของของเหลว ทำให้ระเหยเป็นไอได้มากขึ้น จะมีอันตรายจากไฟลุกไหม้ได้ วิธีกำจัดที่ดีคือ ใช้ทรายซับแล้วนำไปจุดเผาในที่ปลอดภัย หรืออาจใช้น้ำมาก ๆ ล้าง ถ้าเป็นของเหลวที่ผสมเป็นเนื้อเดียวกับน้ำ
1.2.2 ของเหลวที่เป็นกรด
เมื่อกรดหกจะต้องรีบทำเจือจางด้วยน้ำก่อนแล้วโรยด้วยโซดาแอส หรือโซเดียมไบคาร์บอเนต หรือเทสารละลายด่างเพื่อทำให้กรดเป็นกลาง ต่อจากนั้นจึงล้างด้วยน้ำให้สะอาด ข้อควรระวัง เมื่อเทน้ำลงบนกรดที่หก เช่น กรดกำมะถันเข้มข้น จะมีความร้อนเกิดขึ้นและกรดอาจเดือดกระเด็นออกมา จึงต้องค่อยๆ เทน้ำลงไปและใช้น้ำปริมาณมากๆ เพื่อให้กรดเจือจาง และลดความร้อนที่เกิดขึ้นรวมทั้งลดการกระเด็นให้น้อยลงด้วย กรดที่เป็นตัวออกซิไดซ์ เช่น กรดไนตริก หรือเปอร์คลอริก เมื่อถูกพื้นไม้อาจค่อยๆ ลุกติดไฟได้ถ้าไม่รีบล้าง
1.2.3 ของเหลวที่เป็นด่าง
เมื่อสารเคมีที่เป็นด่างหกจะต้องเทน้ำลงไปเพื่อลดความเข้มข้นของด่างแล้วเช็ดให้แห้ง โดยใช้ไม้ที่มีปุยผูกที่ปลายสำหรับซับน้ำบนพื้น (Mop) พยายามอย่าให้กระเด็นขณะเช็ดเนื่องจากสารละลายด่างจะทำให้พื้นลื่น เมื่อล้างด้วยน้ำหลายๆ ครั้งแล้วยังไม่หายควรใช้ทรายโรยบริเวณที่ด่างหกแล้วเก็บกวาดทรายออกไปจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้
1.2.4 ของเหลวที่เป็นสารระเหยง่าย
เมื่อสารที่ระเหยง่ายหกจะระเหยกลายเป็นไออย่างรวดเร็ว บางชนิดติดไฟได้ง่าย บางชนิดเป็นอันตรายต่อผิวหนังและปอด การทำความสะอาดสารที่ระเหยง่ายทำได้ดังนี้
- ถ้าสารที่หกมีปริมาณน้อย ใช้ผ้าขี้ริ้วหรือเศษผ้าเช็ดถูออก
- ถ้าสารที่หกนั้นมีปริมาณมาก ทำให้แห้งโดยใช้ไม้ที่มีปุยผูกที่ปลายสำหรับเช็ดถู เมื่อเช็ดแล้วก็นำใส่ถังเก็บและสามารถนำไปใช้อีกได้ตามที่ต้องการ
1.2.5 ของเหลวที่เป็นน้ำมัน
สารพวกนี้เช็ดออกได้โดยใช้น้ำมากๆ เมื่อเช็ดออกแล้วพื้นบริเวณที่สารหกจะลื่นจึงต้องล้างด้วยผงซักฟอกอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้สารที่ติดอยู่ออกไปให้หมด
1.2.6 สารปรอท
ปรอทเป็นโลหะที่มีพิษให้ไอระเหยที่เราอาจสูดเข้าไปได้ เมื่อหกลงพื้นการเก็บกวาดก็ทำไม่ได้ง่ายนัก กรณีสารปรอทหกวิธีการที่ถูกต้องควรปฏิบัติดังนี้
- กวาดสารปรอทมากองรวมกัน
- เก็บสารปรอทโดยใช้เครื่องดูด
- ถ้าพื้นที่สารปรอทหกมีรอยแตกเป็นร่องหรือรอยร้าว จะมีสารปรอทเข้าไปอยู่ข้างในจึงไม่สามารถเก็บปรอทโดยใช้เครื่องดูดดังกล่าวได้ ควรปิดรอยแตกร้าวหรือรอยร้าวนั้นด้วยขี้ผึ้งทาพื้นหนาๆ เพื่อป้องกันการระเหยของปรอทหรืออาจใช้ผงกำมะถันพรมลงไป ปรอทจะเปลี่ยนเป็นสารซัลไฟด์ แล้วจึงเก็บกวาดอีกครั้งหนึ่ง การกำจัดต้องทำให้หมดจริงๆ เช่นใช้เข็มฉีดยาดูดจากร่องที่มีปรอทรวมกันอยู่อาจใช้แม่เหล็กช่วยในการรวมตัวของหยดปรอท
1.3 สารเคมีที่เป็นของแข็ง
เมื่อสารเคมีที่เป็นของแข็งหก ควรใช้แปรงกวาดรวมกันใส่ในช้อนตักหรือกระดาษแข็งก่อน แล้วจึงนำไปใส่ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด โดยให้ระมัดระวังการสัมผัสสารเคมีโดยตรงและการฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง แต่ถ้าเป็นสารที่เป็นอันตรายมาก เช่น ว่องไวต่อการเกิดปฏิกิริยารุนแรงหรือระเบิดได้ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำใน MSDS อย่างเคร่งครัด
1.4 สารเคมีที่เป็นแก๊ส
เมื่อสารเคมีที่เป็นแก๊สเกิดการรั่วไหลควรดำเนินการดังนี้
- ปิด main regulator ที่ถังแก๊สก่อน
- ถ้าเป็นแก๊สพิษให้ส่งสัญญาณเตือนภัยและอพยพคนออกจากบริเวณโดยด่วน
- หากไม่สามารถควบคุมแก๊สได้ ให้เคลื่อนย้ายถังแก๊สไปนอกบริเวณอาคารที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี แล้วปล่อยแก๊สสู่บรรยากาศ
- แจ้งบริษัทผู้รับผิดชอบถังแก๊สโดยด่วน
- หากการรั่วเกิดใกล้วาล์วหรือ regulator ให้ใช้เทคนิค contain and divert vapor และอาจเผาทิ้ง หรือใช้สารเคมีดูดซับที่เหมาะสม หากแก๊สละลายน้ำได้ให้ผ่านลงน้ำหรือฉีดลงน้ำ (ระวังอันตรายที่ตามมาจากปฏิกิริยาของแก๊สกับน้ำ)
- การทำลายแก๊สพิษบางชนิดที่เกิดการรั่วไหลในปริมาณเล็กน้อย ใช้แนวทางปฏิบัติตามตารางที่ 1
ตารางที่ 1. เทคนิคการทำลายแก๊สพิษบางชนิดเมื่อเกิดการรั่วไหลในปริมาณเล็กน้อย
 
ชนิดของแก๊ส
เทคนิค
Ammonia anhydrous
ละลายในน้ำ โดยใช้อัตราส่วน 100 ลิตร/แอมโมเนียที่รั่วไหล 1 ลิตร
Arsine
 
ปล่อยแก๊สที่รั่วไหลลงในสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต (KMnO4) หรือตัวออกซิไดส์รุนแรงชนิดอื่น
Boron trichloride
ปล่อยแก๊สที่รั่วไหลลงในสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซค์ (NaOH) 15 %
Carbon monoxide
หลีกเลี่ยงจากแหล่งกำเนิดไฟทุกประเภท
ชนิดของแก๊ส
เทคนิค
Chlorine
 
ปล่อยแก๊สที่รั่วไหลลงในสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซค์ 15 % หรือสารละลายกรดแก่
Fluorine
 
ปล่อยแก๊สที่รั่วไหลลงในสารละลายโพแทสเซียมไฮดรอกไซค์ (KOH)
5-15 %
Fluorocarbons
นำกลับมาใช้ใหม่ (reuse)
Hydrogen
ปล่อยสู่บรรยากาศ
Hydrogen Fluoride
ปล่อยแก๊สที่รั่วไหลลงในสารละลายโพแทสเซียมไฮดรอกไซค์ 5-15 %
Hydrogen sulfide
ปล่อยแก๊สที่รั่วไหลลงในสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรท์ (NaOCl) 10-20 %
Methyl bromide
ปล่อยแก๊สที่รั่วไหลให้เกิดฟองในสารละลายอินทรีย์ เช่น เอทธิลแอลกอฮอล์ หรือโทลูอีน
Nitric oxide
ปล่อยแก๊สที่รั่วไหลลงในสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตหรือสารผสมระหว่างโซเดียมไฮดรอกไซค์กับปูนขาว
Nitrous oxide
ปล่อยสู่บรรยากาศ
Phosgen
ปรับให้เป็นกลางโดยใช้ปูนขาว (calcium oxide หรือ calcium carbonate)
Sulfur dioxide
ปล่อยแก๊สที่รั่วไหลลงในสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซค์เข้มข้น
ที่มา : J.E.Bowen, Emergency Management of Hazardous Materials Incidents , National Fire Protection Association , 1995)
 
 
2. สารเคมีหกรดผิวหนัง
ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีชนิดใด นอกจากโลหะโซเดียม โปแตสเซียม เมื่อถูกผิวหนังให้ใช้น้ำล้างมากๆ โดยเร็วที่สุด น้ำจะช่วยล้างเอาพิษของสารเคมีออกไปได้และช่วยให้ผิวหนังเย็นด้วย ไม่มีอะไรดีไปกว่าน้ำเพราะหาได้ง่าย ใช้ได้มากโดยไม่สิ้นเปลืองถึงแม้ว่าน้ำจะไม่ละลายสารบ่งตัวแต่ก็ช่วยพาให้หลุดออกจากผิวได้ การทำปฏิกิริยาสะเทินบนผิวหนังจะไม่ช่วยเบื้องต้น เช่น เมื่อถูกกรดแล้วจะล้างด้วยด่างเพราะเราไม่สามารถไตเตรดกรด ด่างให้พอดีได้ สารที่นำมาใช้ทำให้สะเทินอาจเป็นอันตรายต่อผิวหนังต่อไปได้อีกและหาไม่ได้ทันทีเหมือนน้ำ นอกจากนั้นปฏิกิริยาบนผิวหนังจะเกิดความร้อน ทำให้เป็นแผลมากขึ้นหรือเกิดเป็นสารใหม่ที่ทำให้ยุ่งยากต่อการรักษาต่อไปอีก เมื่อใช้น้ำมากๆ ล้างกรดหรือด่างที่ผิวหนังออกแล้วอาจใช้สารละลายเจือจางช่วยล้างฤทธิ์กรดหรือด่างได้ คือ ถ้าถูกด่างก็ใช้สารละลายกรดอะซิติคความเข้มข้นร้อยละ 1 หรือถ้าถูกกรดก็ใช้สารละลายโซเดียมหรือโปแตสเซียม ใช้คีมคีบเศษโลหะออกก่อนแล้วจึงล้างด้วยน้ำมากๆ การใช้ตัวทำละลายล้างสารเคมีที่ผิวหนังมักจะเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี เพราะหาไม่ได้ทันท่วงที เกิดการล่าช้าในการล้างแผล ถ้าใช้น้อยจะทำให้เป็นแผลบริเวณกว้างมาก การใช้มากก็เกิดการสิ้นเปลือง เช่น การใช้เอทธานอลล้างผิวหนังตรงที่ถูกฟีนอลถึงแม้ว่าเอทธานอลจะมีคุณสมบัติในการละลายฟีนอล แต่การใช้เอทธานอลเช็ด จะพาเอาฟีนอลไปถูกผิวส่วนอื่นกว้างออกไปทำให้แผลใหญ่ขึ้นและช่วยให้ฟีนอลซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดีขึ้นด้วย
3. สารเคมีเข้าตา
ตาเป็นอวัยวะสำคัญ การแก้ไขภายใน 2-3 วินาทีแรกที่สารกระเด็นเข้าตาจะช่วยมิให้ตาเป็นอันตรายถึงบอดได้ ดังนั้นเมื่อสารกระเด็นเข้าตาให้ล้างด้วยน้ำมากๆ ทันทีโดยใช้อ่างล้างตาฉุกเฉินเป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที พยายามล้างให้หมดโดยปลิ้นเปลือกตาออกและกลอกตาไปมา แล้วจึงให้แพทย์รักษาต่อไป ถ้าปล่อยให้สารตกค้างอยู่แม้แต่ 2-3 วินาทีหรือนานเกินไปแพทย์อาจจะช่วยเหลืออะไรไม่ได้ นอกจากนี้การใช้คอนแทคเลนส์ (Contact lens) ทำให้เอาสารออกได้ยาก เมื่อมีสารกระเด็นเข้าตาและล้างตาให้หมดได้ยาก
4. การสูดก๊าซหรือไอพิษ
เมื่อรู้สึกผิดปกติ วิงเวียน ปวดศีรษะขณะทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ๆ มีการใช้สารเคมีมาก เช่น ห้องปฏิบัติการหรือในโรงงาน ควรออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ในที่โล่ง และสำรวจว่ามีสารอะไรที่ให้ไอระเหยหรือก๊าซออกมาเพื่อจะได้รีบหาทางแก้ไข ถ้าเป็นก๊าซรั่วตรวจดูว่าเป็นก๊าซอะไรมีพิษหรือไม่ ไวไฟหรือไม่ ถ้าเป็นก๊าซพิษการที่จะเข้าไปปิดถึงหัวก๊าซต้องระวังจะเป็นอันตรายกับตนเอง หรือการที่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้อื่นที่หมดสติอยู่ ควรจะมีเครื่องป้องกันตัวเองด้วย เช่น เครื่องช่วยในการหายใจ เปิดหน้าต่างประตูให้ลมโกรก นำผู้ป่วยออกจากห้องนั้น ทำการผายปดอย่าให้ร่างกายขาดออกซิเจนได้ ให้ผู้ป่วยอยู่ในที่เงียบและอุ่นพยายามอย่าให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวมากรัก รีบส่งให้แพทย์รักษา ในกรณีที่ก๊าซรั่วไม่ใช่ก๊าซพิษแต่อันตรายอาจเกิดจากการขาดออกซิเจนหายใจเพราะก๊าซนั้นทำให้ออกซิเจนในอากาศเจือจางลง เช่น ก๊าซหุงต้ม สมองจะเป็นอวัยวะแรกที่ถูกกระทบกระเทือนเมื่อขาดออกซิเจน พยายามปิดต้นตอที่รั่ว การขาดออกซิเจนนี้ไม่จำเป็นว่าจะเกิดจาดก๊าซรั่วเท่านั้น การทำก๊าซเหลวหก การใช้คาร์บอนไดออกไซด์ดับไฟ ก็ทำให้เกิดสภาวะการขาดแคลนออกซิเจนได้เช่นเดียวกัน เมื่อก๊าซไวไฟรั่วสำรวจแหล่งจุดติดไฟทั้งหลายในบริเวณใกล้เคียง ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามปิดเปิดสวิทช์ไฟฟ้า
ถ้าก๊าซรั่วเป็นแอมโมเนียต้องระวังไฟด้วยเพราะเป็นก๊าซไวไฟ การใช้ผ้าเปียกปิดหน้าจะช่วยบรรเทาอาการแสบตาและจมูกได้ชั่วคราวและช่วยให้หนีออกจากที่นั้นได้ ผ้าชุบแอลกอฮอล์ปิดจมูกช่วยทำให้หายแสบจมูกเมื่อสูดไอโบรมีนเข้าไป ถ้าสูดเข้าไปมากให้ดมสารละลายแอมโมเนียมไฮดรอกไซด์เจือจาง ผู้ที่จะเข้าไปในที่มีก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ ไฮโดรเจนไซยาไนด์ ไนตริคออกไซด์ ฟอสจีนและซัลเฟอร์ไดออกไซด์ นอกจากจะต้องสวมหน้ากากเครื่องช่วยหายใจแล้วยังต้องปกปิดร่างกายเพื่อกันการซึมเข้าสู่ผิวหนังด้วย ผู้ป่วยที่สูดก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์เข้าไปลมหายใจจะมีกลิ่นเหม็น วิงเวียน ตาค้าง ชีพจรเต้นเร็ว ตัวเย็น หน้าเขียว อาจชักหมดสติควรให้ดมเอมิลไนไตรต์ (Amyl nitrite) ทุกๆ 5 นาทีนาน 20 นาที ถ้าหยุดหายใจต้องผายปอดอาจใช้แอมโมเนียแทนเอมิลไนไตรต์ (Amyl nitrite) ได้
5. การกลืนกินสารเคมี
5.1 อุบัติเหตุจากการกินสาร
ไม่ควรจะเกิดขึ้นบ่อยนักหรือไม่ควรจะเกิดขึ้นเลยถ้าได้มีการฝึกนิสัยของความมีระเบียบและความระแวดระวังที่ดีแล้วโอกาสที่สารจะลงไปได้ถึงกระเพาะจนกระทั่งมีการซึมเข้าสู่ผนังลำไส้จะมีน้อย เมื่อมีสารแปลกปลอมเข้าไปในปากโดยสัญชาติญาณเราจะถ่มออกทันที ส่วนที่หลงเหลือกลืนลงไปก็จะถูกขับออกโดยการอาเจียนหรือมีการตกตะกอนในกระเพาะโดยกรดไฮโดรคลอริคในน้ำย่อยในกระเพาะอาหารทำให้สารไม่สามารถซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้ อย่างไรก็ดีหากมีการกลืนสารเคมีเข้าไป จะเป็นด้วยอุบัติเหตุหรือจงใจก็ตาม วิธีแก้ไขควรทำดังนี้ สำรวจบริเวณรอบๆ ผู้ป่วยว่ามีขวดสารเคมีอะไรวางอยู่ใกล้ๆ มีเหลือในขวดมากน้อยเพียงใดอาจเป็นสารที่ผู้ป่วยกลืนกินเข้าไปจะได้โทรศัพท์บอกให้แพทย์ทราบและขอคำแนะนำ ขณะที่รอส่งแพทย์พยายามแก้ไขพิษก่อน
5.2 หลักทั่วไปในการแก้พิษ
- ทำพิษให้เจือจางโดยให้ดื่มน้ำมากๆ
- รับประทานสิ่งที่จะช่วยให้การดูดซึมสารเข้าสู่กระแสโลหิตมีน้อยหรือไม่มีเลย
- ให้ยาแก้พิษ
- เอาพิษออกโดยทำให้อาเจียน
- ให้รับประทานสิ่งที่จะช่วยเคลือบกระเพาะ หรือบรรเทาอาการ
- ให้ออกซิเจนในกรณีที่หยุดหายใจต้องรีบผายปอด
- แก้อาการช็อค
5.3 การสังเกตจากอาการผู้ป่วย
อาการของผู้ป่วยอาจบอกได้ว่ากลืนกินสารประเภทใดเข้าไป เช่น
- สารกัดกร่อน เช่น กรดด่าง ปากคอจะไหม้ ปวดท้องอย่างแรง อย่าให้อาเจียน สำหรับผู้ป่วยที่กลืนกินกรดและยังไม่หมดสติให้ดื่มน้ำปูนใส ผู้ที่กลืนกินด่างให้ดื่มน้ำเจือกรดอะซิติค (Acetic) ประมาณร้อยละ 1 หรือน้ำส้มสายชูผสมน้ำ (1:4) ตามด้วยนมและไข่ขาวตีกับน้ำเพื่อช่วยแก้พิษและเคลือบกระเพาะ สำหรับสารอื่นนอกจากกรดด่างโดยทั่วไปควรให้ดื่มน้ำหรือนมมากๆ เพื่อทำให้พิษเจือจางและทำให้อาเจียนโดยใช้นิ้วกดที่โคนลิ้นเมื่อเริ่มอาเจียนให้ผู้ป่วยคว่ำหน้า และศีรษะต่ำกว่าระดับสะโพกเพื่อมิให้อาเจียนสำลักเข้าปอด ให้อาเจียนจนกว่าจะมีน้ำใสออกมา
- สารไซยาไนด์ (Cyanide) ต้องรีบแก้ไขโดยเร็วโดยการทำให้อาเจียนและให้ดมเอมิลไนไตรต์ (Amyl nitrite) ทุก 2-3 นาที ให้ดื่มกาแฟหรือชาแก่ ๆ ช่วยกระตุ้น กรณีห้องปฏิบัติการมีการใช้สารไซยาไนด์ (Cyanide) ควรมีแพทย์ที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือได้และมียาแก้พิษเตรียมไว้ด้วย ยาแก้พิษที่ใช้ได้ทั่วไปเป็นของผสมระหว่างถ่านกัมมันต์ (Activated charcoal) 2 ส่วนกับแมกนีเซียมออกไซด์ (Magnesium oxide) 1 ส่วน และกรด tannic 1 ส่วน เวลาใช้ นำยาผสมนี้มา 15 กรัมผสมกับน้ำ 125 mL ให้ผู้ป่วยดื่มเมื่อท้องว่างแล้วจึงให้ดื่มนมผสมไข่ขาวหรือน้ำเพื่อช่วยเคลือบกระเพาะแต่อย่าให้น้ำมันหรือนมในกรณีที่กลืนกินฟอสฟอรัส
- สารประกอบตะกั่ว จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ชักอาจรู้สึกชา มีรสโลหะในปาก ให้ดื่มน้ำมาก ๆ ให้รับประทานแมกนีเซียมซัลเฟต (Magnesium sulfate)หรือโซเดียมซัลเฟต (Sodium sulfate) 30 กรัมในน้ำ 250 mL ทำให้อาเจียนแล้วให้ดื่มนมหรือน้ำเย็นผสมไข่ขาว ดื่มชาหรือกาแฟช่วยกระตุ้น
- สารปรอท ให้ดื่มน้ำ ทำให้อาเจียนหลายครั้ง ให้ดื่มนมและไข่ขาว
- สตริกนิน (Strychnine) จะมีอาการปวดท้องอย่างแรง บิดตัวไปมา แน่นหน้าอก ชัก หายใจขัด วิธีแก้ไขคือ ไม่ต้องทำให้อาเจียนให้ดื่มน้ำ 250 mL ผสมด่างทับทิม (Potassium permanganate) 0.6 g หรือให้รับประทานผงถ่าน 27 g ดื่มชาแก่ ๆ ดมเอมิลไนไตรต์ (Amyl nitrite) เพื่อกันหมดสติ
5.4 การแก้ไขผู้ป่วยที่หมดสติ

ความตกใจจากเหตุการณ์ร้ายต่างๆ อาจทำให้คนหมดสติได้ พยายามทำให้ฟื้น ให้นอนราบเท้าสูงกว่าระดับศีรษะ ตะแคงศีรษะหันข้างไป ปลดเครื่องแต่งกายที่รัดแน่นออก ให้ร่างกายอบอุ่น อย่าปล่อยให้ผู้ป่วยหนาว ห้ามคนมุง ถ้าผู้ป่วยรู้สึกตัวให้ดมยาดม เช่น แอมโมเนียมไฮดรอกไซด์ (Ammonium hydroxide) เจือจาง อย่ารบกวน ให้อยู่เงียบๆ เมื่อมีอาการดีขึ้นจึงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้ ถ้ามีทีท่าว่าจะหยุดหายใจต้องรีบผายปอดอย่าให้ร่างกายขาดออกซิเจนได้

 

โดย นางอรดี แจ่มอุลิตรัตน์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ

 

Add comment


Security code
Refresh

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Web Development & Design