|
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการเผาในที่โล่งและแนวทางการแก้ไข |
|
|
|
|
จันทร์, 24 กันยายน 2007 |
|
หน้า 1 จาก 2
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการเผาในที่โล่งและแนวทางการแก้ไข 
ความเป็นมา
ประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาโดยมุ่งเน้นความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ มีตัวชี้วัดสำคัญ คือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เป็นหลัก ซึ่งรายได้ของประเทศได้มาจากการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม และด้านเกษตรกรรม โดยเฉพาะทางด้านเกษตรกรรมพืชเศรษฐกิจทางการเกษตรที่สำคัญได้แก่ ข้าว ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ซึ่งในการเพาะปลูกนั้นสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้ได้ผลผลิตสูง
คือ การเตรียมดินเพื่อการทำการเพาะปลูกที่ต้องมีการถางพื้นที่เพื่อกำจัดวัชพืช และเศษพืชที่หลงเหลือจากการเก็บเกี่ยวในฤดูกาลเพาะปลูกที่ผ่านมา วิธีปฏิบัติที่ สะดวก ง่าย และประหยัดทั้งเงิน และแรงงานที่เกษตรกรนิยมถือปฏิบัติมานาน คือ การเผาแม้ว่าจะมีเครื่องจักรมาใช้ไถกลบหน้าดินแล้วก็ตามโดยเฉพาะในพื้นที่มีการทำนาปรัง ซึ่งจำเป็นต้องเร่งรีบในการเตรียมดิน จึงใช้วิธีการเผาเป็นหลัก
“การเผาในที่โล่ง” หมายถึง การเผาวัสดุต่างๆ ในสถานที่ที่ควันและมลพิษถูกปล่อยสู่อากาศโดยตรงไม่ผ่านปล่องหรือกระบวนการใด ที่จะกรองหรือบำบัดและกำจัดมลพิษที่ออกมา การเผาในที่โล่ง (Open burning) จึงเป็นกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศในโลกในปริมาณมากอีกแหล่งหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นทั้งจากธรรมชาติ และเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ และเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย รวมทั้งส่งผลกระทบทั้งในระดับท้องถิ่นและต่อบรรยากาศโลก
การเผาในที่โล่งเกิดขึ้นได้ทั้งในเขตชุมชนและในชนบท ในเขตชุมชนนั้นส่วนใหญ่มีขนาดเล็กและมักเกิดเหตุรำคาญ แต่ถ้าเป็นการเผาไหม้วัสดุที่มีสารเคมีก็จะเป็นอันตรายแก่ผู้อาศัยข้างเคียง ส่วนการเผาในที่โล่งในชนบทหรือในพื้นที่การเกษตร และไฟป่านั้น จะก่อให้เกิดผลกระทบได้กว้างขวางมากกว่าทั้งในด้านความปลอดภัยต่อชีวิต และผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เนื่องจากการเผาไหม้ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่เสมอ เช่น ไฟป่า และการเผาในพื้นที่นาข้าวเมื่อเริ่มฤดูเพาะปลูก จึงเกิดกลุ่มควันฝุ่นละอองและสารมลพิษต่าง ๆ ในปริมาณมากซึ่งถูกลมพัดพาไปได้ไกล และมักเกิดผลกระทบต่อชุมชนเมือง และบดบังทัศนวิสัยในการขับขี่ยานพาหนะบนท้องถนนที่ผ่านไปมา ขอบเขตการติดไฟในพื้นที่โล่งนั้น หลายครั้งได้ลุกลามจนยากที่จะควบคุมได้ การเผาในที่โล่งยังเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีภาระในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่จะระบายออกสู่บรรยากาศตามพันธกรณีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่า ด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nation Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) ในหลักการให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต้องร่วมกันลดก๊าซเรือนกระจก อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะโลกร้อน หรือปรากฏการณ์เรือนกระจกที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้มีการเปิดให้ประเทศต่างๆ ลงนามในระหว่างการประชุมสุดยอดด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อ ปีพ.ศ. 2535 (1992 World Summite) ซึ่งประเทศไทยได้มีการลงนามในอนุสัญญานี้ด้วย
ผลกระทบที่เกิดจากการเผาในที่โล่ง
การเผาในที่โล่งนอกจากจะมีควัน เถ้าเขม่า และฝุ่นละอองต่างๆ ออกมาแล้ว ยังมีสารมลพิษอื่นๆ ด้วย เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และสารอินทรีย์ระเหย ซึ่งสร้างความรำคาญและเป็นพิษต่อสุขภาพอนามัยได้โดยตรง โดยเฉพาะต่อระบบหายใจและเกิดโรคภูมิแพ้ทางอากาศที่มีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นทุกปี การเผาในที่โล่งในประเทศไทยเกิดจาก 3 กิจกรรมหลัก ดังนี้
1) การเผาเศษพืชในการเกษตร
จาก ผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศของ กรมควบคุมมลพิษตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา พบว่า มีปริมาณฝุ่นละอองในบรรยากาศในปริมาณสูงในช่วงฤดูแล้ง ในพื้นที่จังหวัดที่มีการทำการเกษตรมาก เช่น ปทุมธานี อยุธยา อ่างทอง ราชบุรี สระบุรี กาญจนบุรี นครสวรรค์ เชียงใหม่ และขอนแก่น สาเหตุเกิดเป็นช่วงเวลาที่เกษตรกรจะทำการเผาเศษพืช เพื่อเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูกในฤดูที่กำลังจะมาถึง ประกอบกับอากาศในช่วงฤดูแล้งมักมีสภาพที่แห้งและนิ่ง ฝุ่นละอองสามารถแขวนลอยอยู่ในบรรยากาศได้นานไม่ตกสู่พื้นดิน จึงทำให้มีปริมาณฝุ่นในบรรยากาศสูง การเผาเศษวัสดุในพื้นที่การเกษตรทั่วประเทศจึงก่อให้เกิดสารมลพิษเป็นจำนวนมากรวมทั้งก๊าซเรือนกระจกด้วย
2) การเผาขยะในชุมชน
ประเทศไทยมีปริมาณขยะรวมทั้งประเทศประมาณ 14 – 15 ล้านตันต่อปี และมีอัตราเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 1.8 ต่อปี การกำจัดขยะที่ถูกหลักสุขาภิบาลยังไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่ยังเป็นการกองและเผาทิ้งในที่โล่ง จึงเป็นแหล่งกำเนิดของควันฝุ่นและสารมลพิษต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการเผาขยะในครัวเรือน และในสถานประกอบการบางแห่งแหล่งกำเนิดฝุ่นจึงกระจายอยู่ทั่วไป กรมควบคุมมลพิษรายงานว่า ปริมาณขยะที่ไม่ได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธี และถูกเผาเป็นครั้งคราวมีประมาณ 10 ล้านตันต่อปี และพบว่า การเผาขยะ 1 กิโลกรัมจะทำให้เกิดฝุ่นขนาดเล็ก (ขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน) ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 19 กรัม หรือแต่ละครัวเรือนจะผลิตฝุ่นจากการเผาขยะประมาณ 45.7 กรัมต่อวัน ถ้าขยะมีพลาสติกปนอยู่ด้วย การเผาในที่โลงจะก่อให้เกิดสารอินทรีย์ระเหยประมาณ 14 กรัมต่อขยะ 1 กิโลกรัม โดยมลพิษที่สำคัญได้แก่ เบนซิน (Benzene) และไดออกซิน(Dioxin) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
3) ไฟป่า
ไฟป่าในประเทศไทยส่วนใหญ่มีสาเหตุจากคนซึ่งเป็นผู้จุดไฟด้วย วัตถุประสงค์บางประการ เช่น บุกรุกเผาป่าเพื่อเตรียมดินสำหรับเพาะปลูก เผาเพื่อหาของป่า ล่าสัตว์ และเลี้ยงสัตว์ หรือการจุดไฟในโอกาสต่างๆ ด้วยความประมาทเป็นต้น ประเทศไทยมีไฟป่าเกิดขึ้นจำนวนไม่น้อยสถิติการเกิดไฟป่า พื้นที่ป่าที่เสียหายยังไม่สามารถประเมินภาวะมลพิษจากควันไฟที่เกิดจากไฟป่าได้ว่า เกิดสารมลพิษประเภทใดบ้างและมากน้อยเท่าใด อย่างไรก็ตามแต่ละครั้งที่เกิดไฟป่าจะสังเกตเห็นได้ว่า มักเกิดหมอกควันรุนแรงเสมอโดยเฉพาะไฟป่าในระดับภูมิภาค ที่ยังคงเป็นความเสี่ยงของประเทศอาเซียน ดังเช่น ปีพ.ศ. 2550 ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ หมอกควันจากไฟป่าที่เกิดในประเทศอินโดนีเซีย และประเทศพม่าในช่วงฤดูแล้งของประเทศไทย พื้นที่ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากหมอกควันของไฟป่าที่เกิดในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีตำแหน่งไฟไหม้ประมาณ 970 จุด และพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ก็ได้รับผลกระทบจากหมอกควันของไฟป่าที่เกิดในประเทศพม่าซึ่งมีตำแหน่งไฟไหม้ประมาณ 1082 จุด และเมื่อลมเปลี่ยนทิศพัดเข้าสู่ประเทศไทยทั้งตอนบน และตอนล่างของประเทศ จึงส่งผลให้ท้องฟ้ามืดครึ้มมีทัศนวิสัยต่ำกว่า 1 กิโลเมตร และปริมาณฝุ่นขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อปอดชั้นใน มีอยู่ในบรรยากาศเกิดค่ามาตรฐานเป็นเวลานานเป็นเดือน
|